Action Plan 7 วัน ปั้น network ส่วนตัวให้แรงกระฉูด

Action Plan 7 วัน ปั้น network ส่วนตัวให้แรงกระฉูด

ในการทำ SEO นั้น Backlink จากเว็บต่าง ๆ เพื่อให้ได้คะแนนจาก Google มาเสริมสร้างความแข็งแกร่ง ซึ่งเมื่อเราเขียนบทความคุณภาพ มีคนเอาไปแชร์แล้วให้เครดิตกลับมานั้น ค่อนข้างยาก การสร้าง Network ส่วนตัวขึ้นมาเอง เพื่อทำการลิ้งค์กลับมายังเว็บไซต์เรา จึงมีความจำเป็นและจะว่าไปแล้ว ก็เป็นการประหยัด และสามารถใช้ไปได้นานตราบเท่านานทีเดียวครับ

เรื่องการสร้าง Network ส่วนตัวนี้ สมัยก่อนนี้ ผมก็ทำอยู่นะ แต่หลังจากที่หยุดทำ Amazon ไปในช่วงหลายปีก่อน ผมก็ไม่ได้สานต่ออีก เสียดายเหมือนกันครับ เพราะตอนนี้ ก็มีความคิดที่จะกลับมาทำ Amazon อีกครั้ง แต่คราวนี้ แทนที่จะทำ Affiliate เหมือนแต่ก่อน ผมเปลี่ยนแนวมาเป็นขายสินค้าของตัวเองครับ

การสร้าง Network ส่วนตัว ทั้ง 7 ขั้นตอนนี้ ผมไปเจอเว็บของคุณ Zidit มานะครับ เขียนได้ดีมาก ๆ ตรงกับแนวของตัวเองเลย แถมอัพเดทข้อมูลมากกว่าที่ผมจะเขียนเองเสียอีก จึงขอนำมาแปะไว้ในเว็บ ทั้งสำหรับตัวเองและลูกศิษย์นะครับ (เขียนได้ดีจริง ๆ เลย ชอบเป็นพิเศษครับ)

วันที่ 1 – ปูพื้นฐาน

1. network ส่วนตัวคืออะไร – อธิบายง่าย ๆ มันคือ ฐานยิงลิ้งค์ เอ้า งงไปใหญ่อีก 555 ขออธิบายแบบนี้ครับ การทำ seo ให้เว็บไซต์เราติดอันดับหน้าแรกใน Google ต้องอาศัย 2 ปัจจัยหลัก คือ on-page และ off-page

  • on-page นี่พูดสั้น ๆ คือ พวกคีย์เวิร์ด หรือโครงสร้างเว็บไซต์เรา
  • off-page ก็คือ backlink ที่ชี้เข้ามายังเว็บไซต์ของเราครับ และตามกฎของ google มันต้องเป็นแบบธรรมชาติด้วยครับ เช่น คุณมีบทความที่มีประโยชน์ แล้วผมเอาไปแชร์ไว้ในเว็บผม ก็เท่ากับว่าคุณได้ backlink เค้าถึงชอบพูดว่า “content is king” มัน king เพราะว่ามันมีคุณภาพจนคนบอกต่อ ทำ backlink ให้ไงล่ะครับ Google เลยให้คะแนน

แต่… นั่นหมายความว่า เว็บไซต์คุณต้องมีเนื้อหาขั้นเทพ หรือเป็นเว็บที่มีคนเข้าเยอะมาก ๆ ทีนี้แหละครับ ปัญหาเลยเกิดขึ้น ใครจะมาทำ backlink ให้เว็บเราหละ ถ้าเว็บเราใหม่ ๆ ยังไม่มีใครรู้จัก ก็ไม่ได้ผุดได้เกิดกันพอดี หรือกว่าจะเกิดก็คงนานมาก ๆ

เทคนิค อย่าง การทำ network ส่วนตัว จึงเกิดขึ้นมาครับ เมื่อ 10 กว่าปีก่อนหน้านี้ และยังคง work อยู่ในปัจจุบัน ทั้ง ๆ ที่ผ่านการปรับ algorithm ของ Google ไปหลาย ๆ รอบ ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

Network ส่วนตัว มันคือ การที่เราทำเว็บไซต์หลาย ๆ เว็บขึ้นมา เพื่อให้ดูเหมือนว่า เป็นเว็บของคนอื่น หลาย ๆ คน แล้วทำ backlink เข้าหาเว็บไซต์เรา Google จะได้ให้คะแนน และจัดอันดับเว็บไซต์ของเราสูงขึ้นครับ อันนี้คือ concept คร่าว ๆ นะครับ ส่วนวิธีการทำจะมีรายละเอียดอีกเยอะ

2. จะเริ่มต้องทำอย่างไรบ้าง – การทำ network ส่วนตัว หลัก ๆ จะมีอยู่ 4 ขั้นตอนครับ

  • จดโดเมนตามจำนวนเว็บไซต์ที่ต้องการ เช่น เราจะทำ 20 เว็บไซต์ ก็จด 20 โดเมน
  • เช่า hosting เพื่อจะเอาโดเมนของเรามาใส่ โดยต้องเป็น hosting ที่เหมาะกับการทำ network โดยเฉพาะ
  • ติดตั้งเว็บไซต์
  • โพสต์บทความ แล้วทำ backlink ครับ

อาจจะมีคำถามตามมาว่า ทำหลาย ๆ เว็บไซต์ ทำหมดได้อย่างไร จะดูแลอย่างไรตั้ง 20-30 เว็บไซต์ ผมขอตอบว่า มีคนทำเป็น 100 เป็น 1000 เว็บไซต์ ที่เป็น network ส่วนตัวทั้งหมดก็มีครับ ซึ่งทุกอย่าง ถ้าทำเป็นระบบ ดูแลใช้เวลาแป๊บเดียวครับ ผมจะค่อย ๆ สอนไปเรื่อย ๆ นะคร

###########################################################

วันที่ 2 – หาโดเมน

ทำไมต้องเป็นโดเมนเก่า?

เพราะโดเมนเก่า จะมีฐาน backlink หรือ มีประวัติอยู่แล้ว ทำให้สามารถเอาไปใช้ทำ network ส่วนตัวได้ทันที ไม่ต้องไปปั้น backlink ใหม่ เหมือนโดเมนที่เราจดใหม่ ๆ

โดเมนเก่าก็คือ โดเมนที่คนอื่นเคยจดแล้ว แต่ไม่ได้ต่ออายุ ซึ่งเราสามารถรอจนกว่าโดเมนถูกลบออกจากระบบ และไปจดโดยเสียเงินเท่ากับราคาที่จดโดเมนใหม่ทั่วไปนั่นแหละครับ

จะหาโดเมนเก่าได้จากที่ไหน

เวลาหา โดเมนพวกนี้ผมจะใช้เว็บไซต์ที่รวบรวมรายชื่อโดเมนเก่าเป็นล้าน ๆ โดเมน ซึ่งมีให้บริการทั้งฟรี และไม่ฟรี

1.  Expireddomains.net – ฟรี ถือเป็นเว็บไซต์ที่รวบรวมโดเมนเก่าๆ เยอะมาก ๆ ครับ แยกประเภทต่าง ๆ ชัดเจน แต่ข้อเสียคือ ไม่มีข้อมูล Trust flow (TF) และ Citation flow (CF) จาก Majesticseo ซึ่งจำเป็นเหมือนกันในการวิเคราะห์ จำนวน และคุณภาพ backlink ของโดเมนนั้น TF และ CF เป็นดัชนีที่คนทำ network ส่วนตัว ใช้กรองเบื้องต้นว่าโดเมนนี้มี backlink คุณภาพแค่ไหน แต่…. อย่างเราๆ สายของฟรี ไม่ย่อท้อครับ เราสามารถหาข้อมูล TF CF ของโดเมนเองได้ครับ แต่หาได้ทีละโดเมนจากหน้าเว็บ

https://majestic.com/reports/site-explorer?q=example.com&IndexDataSource=F 

ลองดูวิดีโอด้านล่างครับ ผมอัดไว้ สอนเกี่ยวกับการหาโดเมนเก่าที่ expireddomains.net

http://pbndecode.com/th/expireddomains-net/expireddomains-net.html – คลิกลิ้งค์เพื่อดูวิดีโอ

2. Domcop.com – $56 ต่อเดือน ราว ๆ 2000 บาท จริง ๆ คุณสมบัติในการรวบรวมโดเมน ผมว่าไม่ค่อยต่างจาก expireddomains.net นะครับ เพราะก็ดึงโดเมนมาจาก source เดียว ๆ กัน แต่เหตุผลที่อาจจะทำให้คุณอยากเสียเงิน เพราะมันทำให้งานของคุณเร็วกว่าครับ อย่างที่บอกไป expireddomains.net ไม่มีค่าดัชนีบางตัว เช่น TF CF หรือ จำนวน index ของ Google ซึ่งทำให้ต้องไปหาเองเพิ่มเติมอีกต่อ แต่ domcop มีไว้ให้ในระบบเลย และกดคลิกดูข้อมูลเพิ่มเติมได้เลย ลองดูวิดีโอด้านล่างนะครับ เป็นวิธีการหาโดเมนเก่าที่ domcop.com

http://pbndecode.com/th/domcop/domcop.html – คลิกลิ้งค์เพื่อดูวิดีโอ

3. Pbnlab – $159 ต่อเดือน อันนี้ออกตัวก่อนนะครับ ว่าไม่เคยลองใช้ แต่ดู feature แล้วน่าสนใจมาก ๆ ครับ สรุปคือ ถ้าใครไม่อยากมานั่งตาลาย คัดโดเมนจากรายชื่อเป็นหมื่น ๆ แสน ๆ ให้ใช้ตัวนี้ครับ มันจะมีบอทที่จะไปหาโดเมนตาม criteria ที่เรากำหนดไว้

โดเมนเก่าแบบไหน ถึงเรียกว่าเทพ เหมาะสมกับการทำ network

เกณฑ์ที่ผมใช้อยู่ปัจจุบันคือ

DA 10+ PA 10+ TF 15+ CF 15+ TF/CF ratio > 0.7 มี Google index อายุโดเมน 3 ปีขึ้นไป

DA คือ บอกว่าโดเมนมีคุณภาพแค่ไหนครับ เป็นดัชนีที่คำนวนโดย moz.org ใช้ค่าต่าง ๆ มากมาย
PA เหมือน DA แต่มองเป็นแต่ละหน้าเว็บ
TF เป็นคะแนนความน่าเชื่อถือของ backlink
CF บอกว่า Backlink ของเว็บนี้มีพลังมากขนาดไหน พูดง่าย ๆ คือ คุณภาพ backlink นั่นแหละ
TF/CF ratio เป็นการหารเพื่อดูว่า backlink เป็น spam เยอะมั้ย ถ้าเกิน 0.8 เป็นใช้ได้

หลังจากกรองค่าตามนี้แล้ว ผมจะหาโดเมนที่เกี่ยวข้องกับ niche ที่จะทำก่อน เช่น ผมจะเอา network นี้มาดันเว็บขายเสื้อผ้า ผมก็จะพยายามหาโดเมนที่เกี่ยวกับ เสื้อผ้า แฟชั่น (ดูจากชื่อ และประวัติการทำเว็บเดิมจาก archive.org) ถ้าไม่ได้ค่อยหาโดเมนอื่นชื่อทั่ว ๆ ไป เพราะบางตลาดก็ต้องทำใจ มันจะไม่ค่อยมีโดเมนที่ชื่อตรง

หรือถ้าเป็น network แบบใช้ทั่วไป หลายๆ ตลาด ก็ชื่ออะไรก็ได้ครับ

ต่อมาก็มาดูละเอียดว่า โดเมนเคยทำเป็นเว็บอะไรมาก่อน (ดูจาก waybackmachine หรือ screenshots.com) ถ้าเป็นโดเมนที่เป็นลักษณะเคยทำ network มาก่อน ผมไม่เอา หรือถ้าดู ๆ แล้วเป็นเว็บ spam ก็ไม่อยากเสี่ยง

สุดท้ายก็มาคัด backlink ครับ สุ่มตรวจดูว่า โดเมนนี้มี backlink จากที่ไหนบ้าง เป็นเว็บ spam รึเปล่า

จะจดโดเมนที่ไหน อย่างไรดี

เมื่อได้โดเมนมาแล้ว จะเอาไปจดที่ไหนก็ได้ครับ แนะนำให้กระจาย ๆ ในหลาย ๆ registrar ผมแนะนำ

ให้จดแบบติด private whois ปน ๆ กับ แบบ public นะครับ ใช้ชื่อคนจด และอีเมล์ที่แตกต่างกันได้ยิ่งดีครับ (ข้อมูลพวกนี้แก้ทีหลังได้ ดังนั้น เพื่อความสะดวก จดชื่อเดียว อีเมล์เดียวกันไปก่อน แล้วค่อยเข้าไปแก้ในระบบของแต่ละโดเมนทีหลังครับ) ถ้าใครคิดชื่อ ที่อยู่ และอีเมล์ของแต่ละโดเมนไม่ออก ลองเข้าไปที่ fakenamegenerator.com ครับ มัน gen ชื่อ ที่อยู่ให้เราเลย ส่วนอีเมล์ผมจะใช้พวก free email แหละครับ Gmail Hotmail Yahoo

###########################################################

วันที่ 3 – เช่าโฮสติ้ง

วันนี้จะเป็นเรื่องการเลือกและเช่าโฮสที่เหมาะสำหรับการทำ network ส่วนตัว

เรื่องนี้สำคัญมากนะครับ!

เพราะถึงแม้โดเมนที่คุณหามาได้จะเทพขนาดไหน แต่มาตกม้าตายง่าย ๆ กับการเช่า hosting ที่ไม่มีคุณภาพ ทำให้ google สามารถตรวจจับได้อย่างง่ายได้ และโดเมนทั้งหมดของคุณจะถูกแบนในที่สุด ลองอ่านบทความพร้อมผลทดสอบอันนี้ครับ [เลือก hosting สำหรับทำ network ส่วนตัวผิด คิดจนตัวตาย]

ดังนั้นโฮสติ้งต่อไปนี้จะเป็นรายชื่อที่ผมคัดมาแล้ว ว่าเหมาะกับการทำ network ส่วนตัว และนอกจากนี้ยังมี support เป็นคนไทย

MultipleCloud – มีไอพีที่หลากหลายมาก ต่างกันในระดับ class A/B ได้ข่าวว่ามีมากกว่า 100 ip ต่าง class A จากทั้งหมด 200 กว่าไอพี ระบบใช้งานง่ายมาก มีระบบติดตั้งเว็บไซต์ทีละเยอะ ๆ ในคราวเดียว – แนะนำเป็นอย่างยิ่งครับ

วิธีการสั่งซื้อ

  • ก็เข้าไปที่ลิ้งนี้เลยครับ สำหรับภาษาไทย https://multiplecloud.com/th/order เลือกจำนวนไอพี และ plan ที่จะใช้
  • กรอกอีเมล์ ชื่อ นามสกุล และ password ที่ต้องการสมัคร
  • ชำระเงิน การชำระเงินจะมี 2 วิธีคือ จ่ายผ่าน paypal หรือจะโอนเงิน
  • ในกรณีโอนเงิน ให้แจ้งยืนยันการชำระเงินที่ https://clients.multiplecloud.com/confirmpayment.php

Bigfootcomputing – เป็นจ้าวที่ให้บริการ dedicated ip (ใช้คนเดียว ไม่ต้องกังวลเรื่องเว็บอื่นในไอพีเดียวกันไปทำสแปมแล้วจะมากระทบต่อชื่อเสียงของโดเมนเรา) ราคาของจ้าวนี้ขายถูกกว่าที่อื่น แถมคุณภาพไม่เป็นรอง หรือดีกว่าด้วยซ้ำครับ ไอพีหลากหลายมาก ตอนนี้สูงสุด 300 ไอพี c class ซับพอร์ตติดต่อได้ตลอด server นิ่งครับ เป็น cPanel ใช้งานง่าย มีระบบติดตั้งเว็บอัตโนมัติ – แนะนำ

วิธีการสั่งซื้อ

  • เข้าเว็บไซต์ https://bigfootcomputing.com/#ordercclass
  • เลือกจำนวนไอพีที่ต้องการ แล้วกดปุ่มสั่งซื้อครับ
  • กรอกรายละเอียดต่าง ๆ และทำตามระบบไปเรื่อย ๆ
  • ชำระเงินผ่าน Paypal ถ้าใครอยากโอนเงิน คุ้น ๆ ว่า ที่นี่ก็รับนะครับ ลองติดต่อเมล์ sales@bigfootcomputing.com ดูครับ

Networkipthai.com ถ้าใครกำลังโปรโมทเว็บไทย เน้น ๆ ต้องการผลลัพท์ใน google.co.th ผมแนะนำที่นี่เลยครับ เป็นไอพีไทยล้วน ๆ สูงสุด 60 ไอพี และแต่ละไอพี อยู่คนละ server กัน กระจายไปตามที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศไทยครับ

วิธีการสั่งซื้อ ง่ายมากครับ เข้าไปในหน้าเว็บ http://networkipthai.com เลือกจำนวนไอพี รอบบิล ใส่อีเมล์ของคุณ และกดสั่งซื้อได้เลย หลังจากนั้นคุณจะได้รับอีเมล์ยืนัยนการสั่งซื้อ พร้อมรายละเอียดการโอนเงินครับ ถ้ามีข้อสงสัยก็ติดต่อที่เจ้าของเค้าได้เลยครับ suchamas05@gmail.com

###########################################################

วันที่ 4 – เว็บไซต์

ได้โดเมนแล้ว ได้โฮสติ้งแล้ว ก็ต้องทำการตั้งค่า nameserver ของ โดเมน เพื่อเป็นการบอกว่าโดเมนนี้จะเชื่อมกับ hosting เครื่องไหนในโลกนี้ สำหรับการเปลี่ยน nameserver จะมีอยู่ 4 แบบครับ ผมแนะนำให้ใช้คละ ๆ กันได้เลยครับ

  • ใช้ nameserver ของผู้ให้บริการโฮสติ้ง – ซึ่งหลังจากสมัครโฮสติ้งแล้ว ท่านจะได้รับรายละเอียด nameserver ของแต่ละไอพี ก็เอาไปตั้งค่าในโดเมนได้เลยครับ
  • ทำ custom nameserver คือการใช้ nameserver ที่เป็นโดเมนของคุณเลย เช่น ns1.yourdomain.com | ns2.yourdomain.com โดยคุณต้องทำการ register nameserver ชี้มาที่ ip address ของผู้ให้บริการก่อนครับ วิธีการตั้งค่าจะแตกต่างกันไปในแต่ละผู้ให้บริการโดเมนนะครับ ลองหาข้อมูลเพิ่มเติมใน google หรือติดต่อผู้ให้บริการโดเมนเพื่อสอบถามวิธีการได้เลย
  • การชี้ไอพี ผ่าน A record โดยตรง – กรณีนี้ จะไม่ใช้ nameserver เลยครับ เป็นการเซตอัพโดยให้ชี้มาที่ไอพีตรง ๆ เลย วิธีการตั้งค่าจะแตกต่างกันไปในแต่ละผู้ให้บริการโดเมนนะครับ ลองหาข้อมูลเพิ่มเติมใน google หรือติดต่อผู้ให้บริการโดเมนเพื่อสอบถามวิธีการได้เลย
  • ใช้ cloudflare – วิธีนี้เป็นเทคนิคเพิ่มเติม คือให้เราไปสมัคร cloudflare แล้วให้ใช้ nameserver ของ cloudflare ไปเลย มีประโยชน์ตรงที่ในกรณีที่เราใช้หลายไอพีในเครื่องเดียวกัน แล้วให้ cloudflare ช่วยปิดบังเครื่องต้นทางให้ครับ (ทำให้ google ไม่สามารถรู้ได้ว่า ไอพีมาจากเครื่องเดียวกัน) แต่…. เทคนิคนี้จะใช้ทั้งหมดไม่ได้นะครับ เพราะลองคิดดูนะครับ สมมุติ network ส่วนตัวของคุณ 60 โดเมน ใช้ไอพีจาก server เครื่องเดียว และใช้ cloudflare ทั้งหมด google ก็ยังคงสามารถรู้ความเชื่อมโยงกันได้อยู่ดี

หลังจากเซตค่า nameserver กันแล้ว ก็มาเริ่มกันติดตั้งเว็บไซต์กันเลยครับ

กฏเหล็กของการตั้งค่าเว็บไซต์เลยคือ การ random ทุกสิ่งทุกอย่างครับ

เพราะอย่าลืมว่า การทำ network ส่วนตัว เราต้องการจะให้ google เชื่อว่า เว็บไซต์พวกนี้ เป็นเว็บของคนอื่น และทำ backlink มาถึงเรา ดังนั้น สิ่งสำคัญเลย ต้องทำให้มันเป็นแบบไม่จงใจมากที่สุด แต่ละเว็บไซต์ไม่ควรจะมีการตั้งค่าที่เหมือนกัน

การติดตั้งเว็บไซต์ เราจะใช้พวก CMS สำเร็จรูปนะครับ เช่น wordpress ไว้ทำบล๊อก หรือ smf ที่ไว้ทำเว็บบอร์ด ผมแนะนำให้ใช้ wordpress เพราะว่ามันใช้งานโคตรง่าย ไม่ต้องมีความรู้เรื่องการเขียน code เลย

เรื่องการติดตั้ง wordpress ผมคงไม่ได้แนะนำในอีเมล์นี้นะครับ เพราะเด๋วมันจะยาวเกินไปมาก สามารถหาวิธีทำได้ตาม google เลย หรือติดต่อขอความช่วยเหลือจาก hosting ที่คุณเช่าอยู่ครับ

พอติดตั้งเสร็จแล้ว จะมีการตั้งค่าเบื้องต้นที่สำคัญดังนี้ครับ

  • ตั้งค่า permalink ซึ่งก็คือรูปแบบของ link ครับ เช่น อยากให้มันเป็น domain.com/?p=1 หรือ domain.com/post-name อันนี้กำหนดได้หมด ผมแนะนำให้ทำคละ ๆ กันครับ โดยไปที่ settings > permalink
  • ตั้งหมวดหมู่ นี่คือจุดพลาดจุดใหญ่ที่สุดของมือใหม่ครับ ผมเห็นบ่อยมาก ๆ ที่ไม่ได้สร้างหมวดหมู่ แล้วโพสไปในหมวดหมู่ดั้งเดิมของ wordpress คือ uncategorized แบบนี้จะโดนแบนง่ายมาก ๆ ครับ การทำ network ส่วนตัวควรเพิ่มหมวดหมู่ที่ต้องการเข้าไปนะครับ และเวลาโพสต์บทความก็ให้ตรงหมวดหมู่ อย่าโพสต์มั่วแบบ เอาเนื้อเรื่องเกี่ยวกับฟุตบอล ไปโพสต์ในหมวดหมู่เสื้อผ้า วิธีการเพิ่มก็ง่าย ๆ ให้ไปที่ post > category ครับ
  • การตั้งค่าย่อย ๆ
  • เปลี่ยนชื่อบล๊อก และ tagline ให้แตกต่างกันในแต่ละเว้บไซต์
  • logo ถ้ามีก็จะดีมากครับ
  • ลบโพสต์ Hello World ทิ้งซะ
  • ลบ Sample Page ทิ้ง
  • สร้าง about page และเขียนเกี่ยวกับบล๊อกนี้ เขียนให้ไม่ซ้ำกันแต่ละบล๊อกนะครับ
  • สร้าง contact page ครับ โดย plugin ที่ผมชอบใช้คือ contact form 7
  • ปิดระบบ comment ถ้าไม่อยากมีปัญหาเรื่องสแปม
  • ข้อห้ามที่สำคัญ อย่าใช้ Google analytics หรือ webmaster tools หรืออะไรที่เกี่ยวข้องกับ google นะครับ ไม่งั้นโดเมนโดนเก็บง่าย ๆ แน่นอน

มาถึงเรื่อง plugin ที่ผมแนะนำให้นะครับ plugin อย่าใช้เหมือนกันทุกบล๊อกนะครับ เดี๋ยวงานเข้า

  • contact form 7 – เอาไว้ทำหน้า contact ครับ
  • Wordfence – ปัจจุบัน พวกแฮกเกอร์นี่ขยันแฮก wordpress มาก ๆ ครับ ลงตัวนี้ไว้ก็จะอุ่นใจไปเปราะนึง เพราะว่า มันจะช่วยกันสแปม กันการเจาะระบบให้
  • XML sitemap & Google new feeds – เป็นปลั๊กอิน ที่จะ generate sitemap file ให้เราอัตโนมัติครับ โดย sitemap file เป็นเหมือนแผนที่นำทางให้ google bot เข้ามาเก็บข้อมูลเว้บไซต์เราได้ง่ายขึ้น ช่วยในการ index เร็วขึ้น
  • WordPress SEO by yoast – ตัวนี้จะดูแลเรื่อง seo on page เบื้องต้นของเว็บเราหมด ก็สบายไปอย่างครับ
  • Akismet – plugin ดั้งเดิม ที่ติดมากับ wordpress เลย เป็น plugin ที่ช่วยจัดการ spam comment ได้อย่างดีเยี่ยมครับ
  • Table of Content plus – เคยเห็นใช่มั้ยครับ เว็บใหญ่ ๆ เนื้อหายาว ๆ อย่างเว็บ wikipedia จะมีสารบัญอยู่ด้านบน plugin ตัวนี้จะคอยสร้าง สารบัญของโพสเราให้ครับ ทำให้ดูแล้ว บทความเรามันน่าอ่าน และดูดี มีคุณภาพขึ้นมาในสายตาของ google bot
  • Author sure – เคยเห็นผลลัพท์การค้นหาใน Google ที่มันมีรูปหน้าคนเขียนบทความเป็นรูปเล็ก ๆ แสดงขึ้นมามั้ยครับ พวกนี้มันจะดึงมาจาก profile เช่น ของ Google+ โดย plugin ตัวนี้จะช่วยเชื่อม account google+ ของเรา เพื่อเอาหน้าไปโชว์ในผลการค้นหา ประโยชน์ก็คือ ทำให้เว็บไซต์เราดูมีตัวตนมากขึ้นครับ ไม่ใช่เว็บปั่น เว็บสแปม แต่ เราควรจะให้ชื่อ author (คนเขียนบล๊อก) ของแต่ละเว็บไซต์ของเรา แตกต่างกันนะครับ ถ้าเหมือนกันล่ะเสร็จเลย

เรื่อง theme ก็เป็นอีกเรื่องครับ ที่ควรจะเลือกให้ไม่เหมือนกันในแต่ละเว็บไซต์ ซึ่งแน่นอน ถ้าเราใช้ wordpress มันก็จะง่ายมาก เพราะมี theme เป็นพัน เป็นหมื่นอันให้เลือกใช้ในระบบ โดยไปที่ เมนู theme ได้เลยครับ

Tips: เพิ่มเติม

  • เคยเป็นบล๊อกที่ตอนท้ายของบทความจะบอกว่าใครเป็นคนเขียนรึเปล่าครับ เช่น http://pbndecode.com/th/wp-content/uploads/2015/03/author.png เพราะถ้าสังเกตเว็บใหญ่ ๆ เว็บที่มีคุณภาพ จะมี end credit ของนักเขียนลงท้าย และถ้าท่านยิ่งขยันท่านอาจจะสร้างนักเขียนในเว็บแต่ละเว็บให้มีหลาย ๆ คน (แต่ท่านอาจจะเขียนคนเดียวหรือหลายคนก็ได้) concept ก็คือ เขียนบทความนึงก็ใช้นักเขียนคนนึง แล้วเปลี่ยนไปเรื่อยๆ มันจะดูว่าเว็บมันมีคุณภาพมากขึ้นเยอะ วิธีการคร่าว ๆ ที่จะทำแบบนี้ได้คือ
  • ไปที่ profile เพื่อสร้าง profile ใหม่ แล้วแต่ต้องการ แล้วก็อัพโหลดรูป และเขียนคำอธิบายเบื้องต้นครับ คือใคร อะไร ยังไง
  • ใช้ plugin simple author box เพื่อให้ข้อมูลผู้เขียน โชว์ในโพสต์ได้ครับ
  • สมัคร social network account ของแต่ละ blog – เว็บคุณภาพที่เขาตั้งใจทำ เขามักจะมี facebook มี twitter ให้เรากดแชร์ กด like กด tweet ใช่รึเปล่าครับ กรณีนี้ถ้าเราขยัน (มันทำครั้งเดียว) ก็ไปไล่สมัคร facebook, twitter account ให้กับแต่ละ blog network เลยครับ ทีนี้ blog network ส่วนตัวเราแต่ละเว็บ มันก็จะดู สมจริงมากขึ้น หรือ ตอนจดโดเมนเพื่อมาทำ blog network ให้หาโดเมนที่มี facebook/twitter account อยู่ก่อนแล้ว ก็จะยิ่งง่ายเลยยครับ เพราะเราจะได้ facebook/twitter ที่มีคนติดตามอยู่แล้ว

ขั้นตอนของวันนี้ทั้งหมด อาจจะเป็นขั้นตอนที่เหนื่อยที่สุดของการทำ network ส่วนตัว เพราะต้องมานั่งทำทีละเว็บ (ยกเว้นตอนติดตั้ง wordpress อาจจะใช้เครื่องมือของโฮสบางที่ ที่ติดตั้งได้หลายๆ เว็บในเวลาเดียวกัน เช่น multiplecloud)

เป็นไงครับวันนี้ อ่านมาถึงตอนนี้ เนื้อหาแน่นอย่างที่เกริ่นไว้ตอนแรกมั้ยครับ 55 ผมตั้งใจเขียนเนื้อหาของวันนี้ให้ละเอียดครอบคลุมทุกประเด็นเท่าที่เป็นไปได้

 

###########################################################

วันที่5 – บทความและลิ้งค์

วันนี้จะมาว่าเรื่องคำถามที่ผมพบโคตรบ่อยอีกอันนึงครับว่า จะหาบทความจากไหนมาเขียน สั้น ๆ ง่าย ๆ ครับ 2 แนวทาง

  • เขียนเอง – เหนื่อยหน่อยครับ ต้องขยัน แต่ประหยัดเงิน เหมาะสำหรับคนที่ไม่มีทุนมากนัก
  • จ้างเขียน หรือมีทีมงาน – อาจจะจ้างบทความละ 100 บาท จ้างเรื่อย ๆ จ้างยาว ๆ ก็มีส่วนลดอีก วิธีการนี้ก็จะสะดวกครับ ให้ผู้เชี่ยวชาญด้านการเขียน เขียนไป เราทำหน้าที่อัพลงเว็บอย่างเดียว ได้บทความคุณภาพ ไม่ซ้ำ ถ้าธุรกิจไหนพอมีทุน ผมว่าวิธีนี้เวิกครับ คุ้มทุนแน่นอน

ถ้าจ้างเขียนก็สบายหน่อย สมมุติมี 100 เว็บ อัพเดตซักอาทิตย์ละครั้ง ต่อเว็บ ก็แบ่ง ๆ งานกันไป แต่เขียนเองหละจะทำอย่างไร จำนวนเว็บตั้งมาก ตั้งมาย สมมุติ มี 100 เว็บ ทำคนเดียว อัพเดตบทความอาทิตย์ละครั้ง วันนึงต้องเขียน ไม่ต่ำกว่า 10-20 บทความ ตายๆๆ

ถ้าเป็นเว็บ network ส่วนตัว ที่ผมไม่จ้างเขียน ผมจะใช้เทคนิคคือ ทำให้เป็นเว็บที่นิ่ง ๆ ไม่ค่อยอัพเดตครับ แล้วบทความแต่ละบทความผมจะประณีตบรรจงเต็มที่ ลักษณะเหมือนออกหมัดน้อย แต่ออกทีเดียวหนัก ๆ เน้นคุณภาพของบทความ มากกว่าปริมาณของหมดความจะดีกว่าครับ บทความเดียวเจ๋ง ๆ ดีกว่าบทความขยะเป็นพัน ๆ บทความ

ผมเตือนไว้ก่อนนะครับว่าบทความลักษณะด้านล่างนี้ ควรหลีกเลี่ยง ไม่งั้น โดเมนของท่านจะโดนแบนอย่างง่ายดาย

  • พวกที่ดึงข้อความมาจากเว็บต่าง ๆ แล้วทำการแทรกคีย์เวิร์ด – แต่ก่อนเทคนิคนี้เวิร์คมาก ๆ ครับ และง่ายมาก ๆ สำหรับคนที่เขียนสคิปเพื่อดึงข่าวต่าง ๆ มา แล้วก็แทรกด้วยคีย์เวิร์ดที่ต้องการ บวกกับสปินบทความ เปลี่ยนคำให้แตกต่างกันในแต่ละเว็บ บทความพวกนี้จะอ่านไม่รู้เรื่องเลยครับ และที่สำคัญ เนื้อหาไม่เกี่ยวข้องกับคีย์เวิร์ดที่ทำเลย เช่น ดึงข่าวการเมืองมา แต่ทำคีย์ขายเสื้อผ้าแฟชั่น ซึ่งมันดูตลก ๆ มากครับ ซึ่งปัจจุบัน google จับทางบทความประเภทนี้ได้แล้วครับ แม้ว่าจะเป็นภาษาไทยก็ตาม
  • บทความที่เขียนเอง แต่สั้นมาก ๆ – บางคนใช้วิธีเขียนบทความเอง แต่เขียนแบบสั้นโคตร ๆ ประมาณ 1 ย่อหน้า แล้ววางลิ้งค์เลย บทความสั้น ๆ จะได้ผลลัพท์ทาง seo ที่น้อยมาก ๆ ครับ
  • บทความที่มีการทำลิ้งค์ โดยใช้ keyword anchor ทุกลิ้ง และลิ้งค์แบบเป็น pattern – โดยส่วนมาก ถ้าเกิดเราใช้โปรแกรมโพสต์ หรือระบบอัตโนมัติต่าง ๆ มักจะลืมคำนึงถึงจุดนี้ครับ คือไม่ยอมปรับแต่งโปรแกรมให้มีการโพสต์ที่หลากหลาย บทความอาจจะดูดี เขียนเอง ขั้นต่ำ 500 คำ แต่การโพสต์ลิ้งค์ใช้ keyword เป็น anchor text ทุกลิ้งค์ หรือวางลิ้งค์ไว้ท้ายโพสต์ทุกโพสต์ เป็นต้น อะไรก็ตามที่เป็น pattern จะถูกจับได้ในไม่ช้าครับ

แล้วบทความที่มีคุณภาพ Google ชอบ จะเป็นแบบไหน

  • long-formed article – ปัจจุบันในเมืองนอกนั้น ฮิตกันมากครับ สำหรับบทความรูปแบบนี้ บทความยาว ๆ สาระเน้น ๆ มีรูปประกอบ มีวิดีโอ บทความประเภทนี้จะใช้เวลาค่อนข้างเยอะ แต่ก็เหมาะกับการทำ content marketing เป็นอย่างยิ่งครับ (คือ ไม่ได้หวังผลทาง SEO อย่างเดียว แต่คนเข้ามาอ่าน ต้องได้ความรู้กลับไป และอยากจะซื้อของเราเพิ่มเติมด้วย)
  • บทความ how to – การทำอย่างนั้น การทำอย่างนี้ วิธีทำ พวกนี้ได้รับความนิยมตลอดกาลครับ ลองค้นหาใน google สำหรับแนวทางการเขียนบทความครับ ให้หามาหลาย ๆ อัน แล้วเราเอามาเขียนยำรวมกันเป็นภาษาของเรา แค่นี้ก็ได้บทความที่เป็น unique content แล้วครับ
  • บทความรวมนั่นรวมนี่ หรือบทความจัดอันดับ – เช่น รวม 10 แบบบ้านยอดฮิต หรือ จัดอันดับบุฟเฟต์ยอดฮิต 7 อันดับ
  • infographic – สำหรับ infographic นั้น ผมจะใช้หาใน google image ในเรื่องที่เกี่ยวข้อง แล้วก็ repost เอาครับ หรือถ้าใครจะทำเองก็ไม่ว่ากัน (แต่ผมว่าเสียเวลา)

การทำ link ควรทำในลักษณะไหน

สำหรับลิ้งค์ในหน้าเว็บ จะแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลักๆ คือ

  • ลิ้งค์ที่มาจาก sidebar/blog roll/เว็บเพื่อนบ้าน
  • ลิ้งค์ที่มาจากตรง footer ของเว็บไซต์
  • ลิ้งค์ที่มาจากบทความ

สำหรับลิ้งค์ในข้อ 1 และ 2 ผมขอเรียกแบบรวม ๆ ว่า sitewide link นะครับ เนื่องจากเป็นลิ้งค์ที่ติดครั้งเดียว และแสดงในทุกหน้าของเว็บไซต์ ลิ้งค์แบบนี้ ถึงแม้ว่า จะได้จำนวนลิ้งค์ที่มาก ตามจำนวนหน้าของเว็บไซต์นั้น ๆ แล้ว แต่ก็มีความเสี่ยงมากครับ เนื่องจาก Google อาจจะมองว่าเป็นลิ้งค์สแปมได้ เพราะติดลิ้งค์ทีเดียว ถ้าหน้าเว็บมีเป็นร้อยหน้า มันก็จะเป็นร้อย backlink จากเว็บ ๆ เดียว ถ้าเกิดเว็บไม่แข็งจริง ๆ การติดลิ้งค์ด้วยวิธีนี้อาจจะทำให้เว็บร่วงได้ครับ คำว่าเว็บไม่แข็งหมายความว่า เว็บยังอายุน้อย และมีค่า authority ไม่มากพอที่ google จะมองว่าเป็นเว็บคุณภาพได้ ข้อควรระวังอีกประการสำหรับการทำลิ้งค์ชนิด sitewide link กับ blog network ส่วนตัว ก็คือ อย่าติดลิ้งค์ชุดเดียวกันในทุก ๆ เว็บ ลองคิดดูนะครับ ท่านทำเว็บได้ perfect มาก ๆ ทุก blog network เนื้อหาต่างกันหมด theme ต่างกัน แต่ดันมาติดลิ้งค์ที่เหมือนกันทุกเว็บตรง sidebar หรือ footer ก็จบเลยครับ

ต่อมาขออธิบายรูปแบบลิ้งค์ในข้อที่ 3 คือ ลิ้งค์ที่แทรกอยู่ในบทความ ซึ่งวิธีนี้เป็นวิธีที่แนะนำ และคนทำ blog network นิยมใช้กันมากที่สุด เนื่องจาก มันสามารถส่งค่าพลัง backlink ได้มากกว่าจุดอื่น ๆ ในหน้าเว็บ แต่อย่างไรก็ตาม การลิ้งค์ผ่านบทความนั้นก็ต้องระวัง เช่นกันครับ ถ้าเกิดเราลิ้งค์โดยใช้แต่ keyword หลัก ในการทำลิ้งค์ก็อาจจะโดน detect โดย algorithm ของ google ได้ครับ ผมแนะนำให้ใช้ลิ้งค์ปน ๆ กันใน 4 รูปแบบดังนี้

  • ใช้เป็น keyword anchor – เป็นคีย์เวิร์ดหลัก และ เป็นคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ที่ต้องการทำอันดับ
  • ใช้เป็นรูปประโยค
  • ใช้เป็น ลิ้งค์ url หรือชื่อเว็บปลายทาง
  • ใช้เป็นชื่อ brand หรือ ชื่อสินค้าของคุณ

สำหรับตำแหน่ง และจำนวนลิ้งค์ต่อบทความควรเป็นเท่าไหร่ดี

สำหรับคำถามนี้ผมว่ามันหลากหลายมากครับ แต่อยากจะแนะนำว่า โดยทั่ว ๆ ไป จะไม่ควรเกิน 1 ลิ้งค์ ต่อบทความ และไม่ควรจะลิ้งค์ไปที่เดียวกันหมดครับ ควรจะมีลิ้งค์ไปเว็บอื่น ๆ ที่เป็น authority ในตลาดนั้น ๆ ปนอยู่ด้วย เช่น อาจจะลิ้งค์ไป pantip กระทู้ที่เกี่ยวข้อง หรือถ้าเป็นพวกความสวยความงาม อาจจะลิ้งไปที่ jeban.com คละ ๆ ปน ๆ กันไปครับ

ส่วนตำแหน่ง ก็อาจจะแทรกอยู่ใน ระหว่างบทความ หรือทำเป็น reference ท้ายบทความ (เหมือนที่ wikipedia ทำ) ก็ได้ครับ

UPDATE! จากผลเทสต์ล่าสุดของผม ไม่มีประโยชน์ที่จะทำ link ซ้ำ ในโดเมนเดียวกันครับ เช่น คุณมี networkdomaina.com ทำลิ้งค์หาเว็บขายของของคุณที่จะทำอันดับด้วย keyword หลักไปแล้ว การทำซ้ำในอนาคต (เปลี่ยนบทความ keyword เดิม) ไม่ค่อยจะมีผลต่ออันดับครับ การใช้ keyword เป็น link มากเกินไปยังทำให้ถูกเพ่งเล็งได้ด้วยครับ ดังนั้น คำแนะนำของผมคือ การทำ link ใช้คีย์เวิร์ดไหนไปแล้ว ให้เปลี่ยนเป็นคีย์อื่นที่เกี่ยวข้อง หรือ สลับการกับลิ้งค์แบบประโยค หรือเป็น url หรือ ชื่อแบรนด์ไป เพราะลองนึกภาพนะครับ คนทั่วไป ทำลิ้งค์เขาคงไม่มานั่งคิดที่จะทำเป็นคีย์เวิร์ดทุกครั้งหรอกครับ บางทีก็แปะ url ตรง ๆ เลย บางทีก็มาเป็นประโยค และความเห็นส่วนตัวของผม ผมว่า Google ให้ความสำคัญกับ keyword anchor น้อยลงมาก ๆ ครับ พูดได้ว่า ใช้ก็ได้ ไม่ใช้ก็ได้ เพราะ Google สามารถวิเคราะห์ได้แล้วว่าลิ้งค์ที่เชื่อมโยงไป เกี่ยวข้องกับคีย์เวิร์ดไหนบ้าง ไม่จำเป็นต้องบอกเขาให้เสียเวลา

แล้ว….. จากผลเทสต์นี้ มีประโยชน์กับเราอย่างไร?

มีแน่นอนครับ ไม่งั้นไม่เทสต์ให้เสียเวลา 55 ผลเทสต์นี้กำลังบอกเราว่า เราไม่จำเป็นต้องทำ link บ้าระห่ำ เป็นร้อย เป็นพันลิ้งค์ โดยมีเนื้อหาซ้ำ ๆ สปิน ๆ ขยะ ๆ แล้วครับ เราทำเน้น ๆ ไปเลย ไม่ต้องเน้นจำนวนเยอะ ๆ เพราะไม่มีผล แต่ไปเน้นจำนวนโดเมน และจำนวนไอพีความต่างของ server แทนครับ คือ backlink 10 ลิ้งค์จากที่เดียวกัน แพ้ 10 ลิ้งค์จาก ip ละลิ้งค์ขาดลอยครับ

ดังนั้นจึง confirm ได้ว่า ถึงแม้ทำคนเดียว 100 เว็บ ก็สบาย ๆ ครับ เพราะไม่จำเป็นต้องอัพบทความ 100 บทความทุกวันเหมือนการทำ network ยุค แรก ๆ แต่เราค่อย ๆ ทำไปทีละลิ้งค์สองลิ้งค์ไปเรื่อย ๆ วนครบ ก็เริ่มใหม่ สบายกว่ากันเยอะครับ

 

###########################################################

วันที่6 ข การดูแล network

สำหรับการดูแลจัดการ network ส่วนตัว ผมใช้ excel ในการเก็บข้อมูลเป็นหลัก เป็นไฟล์ ๆ เดียวเลย ที่จะจดว่า โดเมนผมจดที่ไหน ใช้อีเมล์อะไร หมดอายุวันไหน ใช้โฮสติ้งที่ไหน ไอพีอะไร user/pass อะไร ติดตั้ง wordpress user/pass อะไรเป็นต้น เท่านี้ก็หมดห่วงกังวลแล้วครับว่า จะลืมต่ออายุโดเมน หรือ เวลามีปัญหา แล้วจำข้อมูลติดต่อโฮสติ้งไม่ได้ ก็แค่มาเปิดไฟล์นี้ดูครับ

งานหลักของการดูแล network ส่วนตัว คงจะเป็น 

การเขียนบทความ และทำ backlink และ การหา link เข้า network เพื่อเพิ่มความแรงของ network ส่วนตัวของเรา ผมขอพูดในเรื่องของการเขียนบทความก่อนนะครับ

เมื่อวานผมได้พูดไปแล้วว่า บทความแบบไหนดี backlink แบบไหนเหมาะ วันนี้ผมจะมาเจาะลึกรายละเอียดว่า ผมทำบทความดูแล network จำนวน 500 ไอพีได้อย่างไร

ถ้าผมมานั่ง login เข้า wordpress เพื่อโพสต์บทความทีละเว็บ ผมคงตายไปแล้วครับ 55 แน่นอนว่าผมต้องมีเครื่องมีในการโพสต์ครับ wordpress จะมีระบบ xmlrpc เพื่อให้เราเขียน script เพื่อให้โพสต์บทความได้แบบอัตโนมัติ ดังนั้น ผมไม่จำเป็นต้องเข้าไป login เพื่อโพสต์ทีละเว็บอีกต่อไป เครื่องมือนี้โพสต์ให้ผมอัตโนมัติ ตามที่ผมตั้งค่า และตั้งเวลาไว้

อาจจะมีการตั้งคำถามว่า แล้วเวลา อัพเดต wordpress หรือติดตั้ง plugin ใหม่ ๆ หรืออยากจะปรับแต่งเพิ่มเติมหละ นั่งไล่ทำทั้ง 500 เว็บ คงตายพอดี

ผมก็มีเครื่องมืออีกนั่นแหละครับ ในการจัดการงานพวกนี้จากหน้าเว็บที่เดียว แต่สามารถจัดการพร้อมกันได้ทั้ง 500 เว็บไซต์

คงสงสัยกันล่ะสิว่าผมใช้เครื่องมืออะไร

เจ้านี่เลยครับ mainwp เป็น tools ที่สารพัดประโยชน์มากสำหรับ wordpress ทั้งการจัดการหลังบ้าน ติดตั้ง theme/plugin รวมถึงการโพสบทความ

ผมว่า $24 ต่อเดือน ราว ๆ 800 กว่าบาท โคตรคุ้มครับ

การทำ link เพิ่มเข้า network ส่วนตัวของเรา จำเป็นมั้ย?

ปกติถ้าเราหาโดเมนเก่า มันก็จะมี backlink ติดมาครับ ถ้าโดเมนเก่าหามาดี ๆ ก็เรียกว่ากินบุญเก่าได้เลย อาจจะหาลิ้งค์เข้า network เพิ่มหรือไม่ ก็แล้วแต่ครับ แต่ถ้าเป็นโดเมนใหม่ อันนี้ควรหาเป็นอย่างยิ่งครับ ปกติผมก็จะใช้วิธีจ้างนี่แหละครับ จ้างซับมิตทั่วไป ผมหาคนที่รับจ้างตามเว็บบอร์ด thaiseoboard ครับ

http://www.thaiseoboard.com

 

###########################################################

วันที่7 – สรุป

วันนี้ผมจะมาสรุปกฎหลักของการทำ network ส่วนตัว ที่ห้ามละเมิดเลยนะครับ ไม่งั้น network ส่วนตัวของคุณอาจจะโดนแบนได้อย่างง่าย ๆ

  • อย่าลิ้งค์หากันระหว่าง network ส่วนตัว – เพราะ อย่าลืมนะครับ network ส่วนตัว เราต้องทำให้แต่ละเว็บไม่มีความเชื่อมโยงกันให้มากที่สุด
  • ห้ามมีลิ้งค์ออกในหน้า home ของเว็บ network เกิน 3 ลิ้งค์ (หน้าแรกสุดที่แสดง เวลาเข้าเว็บคุณ) และให้ใช้ anchor ผสม ๆ กัน ระหว่าง keyword รูปประโยค และ URL
  • บทความ ให้หลีกเลี่ยงบทความขยะ บทความสปินให้มากที่สุด ให้เขียนเองจะดีกว่าครับ เราลงทุนกับ network ส่วนตัว ค่าโดเมน ค่า Host ไปแล้ว อย่ามักง่ายด้วยการใช้บทความขยะ ๆ เลยครับ
  • ทำทุกอย่างให้ random มากที่สุด เช่น theme ต่างกัน setting ต่างกัน บทความต่างกัน ชื่อคนจดโดเมนต่างกัน ในแต่ละเว็บ network เพื่อไม่ให้มีความเชื่อมโยงกันน้อยที่สุด หรือไม่มีเลย
  • อย่า share network ของเราให้คนอื่นใช้ เพราะเราไม่มีทางแน่ใจเลยว่า คนอื่นจะมาทำปู้ยี่ปู้ยำ network เราอย่างไร ทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดอย่าง network ส่วนตัว อาจจะไร้ค่าไปเลยก็ได้

ผ่านมา 7 วัน ผมคิดว่าคงได้อะไรไปบ้างนะครับ ประเด็นหรือเทคนิคในการทำ network ส่วนตัวอาจจะมีเยอะมากมาย ที่คงมาเล่ากันไม่หมด สิ่งที่ผมพยายามจะบอกใน 7 วันที่ผ่านมา เป็นการสรุป ประเด็นสาระสำคัญ ย่อยมาแล้ว ให้เข้าใจง่ายๆ (หวังว่างั้นนะ 55) ถ้าสงสัยในประเด็นไหน หรือไปอ่านเจออะไรมาแล้วสงสัย ก็เอามาแชร์กันได้นะครับ ถือว่าเป็นเพื่อนกัน แชร์ข้อมูลกันครับ

cr: http://pbndecode.com/th/action-plan-full/

5

Leave a Comment